วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วัดมหาบุศย์ วัดแม่นาคพระโขนง

    โฟโต้ออนทัวร์คราวนี้อาจมาแปลกกว่าทุกครั้ง จะพาไปเที่ยววัดที่หลายคนได้ยินแล้วอาจขนหัวลุก นั้นก็คือ วัดแม่นาคพระโขนง หรือวัดมหาบุศย์ ซึ่งไม่นานมานี้ได้มีโอกาสไปร่วมงานสวดอภิธรรมหรืองานศพของบิดาเพื่อนพนักงาน ในค่ำคืนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549
วัดมหาบุศย์ผมไม่เคยได้ยินและ ไม่รู้จักมาก่อน แต่เมื่อมาถึงวัดแล้วก็ถึงบางอ้อว่านี่หรือ เป็นวัดที่มีประวัติของแม่นาคพระโขนงอันลือลั่นไปทั่วไทย วัดนี้อยู่แถวๆอ่อนนุชเขตพระโขนงนี้เอง แถมมีรถไฟฟ้ามาถึงด้วย (เข้าใจว่าน่าจะเป็นสถานีปลายทาง)
จากปากซอยอ่อนนุช7 มาประมาณ 100 เมตร เลี้ยวซ้ายมาอีกหน่อยก็ถึงวัดแล้ว ไม่ได้อยู่ลึกลับซับซ้อนหรืออยู่ในที่มีบรรยากาศน่ากลัวเหมือนที่คิด และไม่ห่างจากลานจอดรถก็เห็นเงามืดของตึกกำลังก่อสร้างหลังใหญ่สูงราว 20 ชั้น โผล่พ้นยอดไม้ริมกำแพงวัด ซึ่งอนาคตคงหนีไม่พ้นที่จะถูกล้อมด้วยตึกสูงๆ เหมือนกับวัดในใจกลางกรุงเทพ
นี่ คือวัดมหาบุศย์ที่ตามเนื้อเรื่องแม่นาคพระโขนงบอกว่าเป็นท้องทุ่งที่ไม่ค่อย มีบ้านคนมากนัก และแทบไม่น่าเชื่อว่าจากจุดเริ่มต้น ณ แห่งนี้ ได้มีการนำไปสร้างเป็นภาพยนต์อยู่หลายเรื่อง ตั้งแต่ยุคภาพยนต์ขาว - ดำ มาจนถึงยุคปัจจุบันที่ประชาชนหลายฝ่ายเรียกร้องให้
ผู้นำประเทศลาออกอันเนื่องมาจากขาดจริยธรรมและขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ
พี่มาก ขาๆๆๆ.....คำ พูดที่แม่นาคเรียกผัวของตนเองอย่างโหยหวน พูดช้าๆลากเสียงยาวๆ และยังมีเสียงหมาหอนอีกด้วย ใครได้ยินแล้วก็อาจขนลุก หรือใครดูภาพยนต์เรื่องนี้จากทีวีก็คงต้องหาคนอื่นมานั่งดูเป็นเพื่อนด้วย (จะได้ตื่นกลัวเหมือนๆกัน)
เรื่องแล้วเรื่องเล่าที่นำ มาสร้างจนเกือบจะพูดได้ว่าเป็นหนังผีที่อยู่คู่สังคมไทย หรือเป็นหนังผีประจำชาติว่างั้นเถอะ และหากมีการโหวตให้คะแนนความน่ากลัวกันแล้ว เรื่องแม่นาคพระโขนงก็คงจะกินขาดอย่างไม่ต้องสงสัย หนังผีปอบ ผีหัวขาด หรือผีสามบาท ผีสามสลึงอะไรนั้นนะ ยังไงก็ไม่น่ากลัวเท่าแม่นาคเป็นแน่ ยิ่งเป็นตอนที่พ่อมากทำช้อนตกลงใต้ถุนเรือนและแม่นาคก็เอื้อมมือยาวๆลงไป เก็บด้วยความรวดเร็ว ถือเป็นฉากที่ทุกคนคงจะจำกันได้
มี บางคนบอกว่าเรื่องแม่นาคคลายความขลังความน่ากลัวลงไปเยอะ ตั้งแต่ผู้สร้างได้เอาดาวโป้ ดาวยั่ว มาเล่นเป็นบทนางนาค นักวิเคราะห์เรื่องผีๆจึงฝันธงลงไปว่า เป็นไปได้ที่ผู้ชมคิดว่าเป็นหนังเรตอาร์ อารมณ์ของความกลัวจึงไม่เกิดขึ้น มีแต่จะปะทุเป็นอารมณ์อย่างอื่น และจะคอยจ้องดูแต่ฉากยั่วยวนของนางนาคมากกว่า

ผมไม่ได้ดูในตอนนั้นจึงมิบังอาจออกความเห็นได้ เคยดูแต่เรื่องประเภทผีน้ำมันพราย ที่เค้าโครงเรื่องเป็นหนังผีแต่ผู้สร้างคงหวังดี ไม่อยากให้เกิดความน่ากลัว จึงแทรกบทยั่วกิเลสยั่วอารมณ์กันทั้งเรื่อง เพื่อสื่อให้เห็นอิทธิฤทธิ์ของน้ำมันพรายว่ามันได้ผลและร้ายกาจขนาดไหน หนังผีแบบไทยๆก็เป็นเช่นนี้แหละ เรื่องไหนเรื่องนั้น ไม่มีบทยั่วก็มีบทขำกลิ้ง ที่เรียกเสียงฮากันทั้งโรง หนังผีจึงกลายเป็นหนังตลกไป และไม่น่ากลัวเหมือนที่คิด
วัดมหาบุศย์เป็นวัดเก่าแก่อยู่ในเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร สร้างใน พ.ศ. 2305 หรือสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ถึง ปัจจุบันก็มีอายุสองร้อยกว่าปีแล้ว ในเรื่องแม่นาคพระโขนงก็ได้มีการกล่าวถึงวัดนี้ตอนที่พ่อมากหนีนางนาคออกมา จากบ้าน และได้มาอาศัยวัดนี้หลบซ่อน หลังรู้ว่าภรรยาของตนเป็นผีตายทั้งกลม นางนาคได้ออกตามหาผัวอันเป็นสุดที่รัก แต่ไม่สามารถเข้ามาในวัดได้ จึงต้องมาหลอกหลอนผู้สัญจรผ่านไปมาด้วยความโกรธแค้น
ตำนานแม่นาคจะมีจริง หรือเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่เรื่องราวแม่นาคพระโขนงมีมานานนับร้อยๆปีแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละคน แต่ที่แน่ๆทุกวันนี้ศาลแม่นาคที่อยู่หลังวัดกลายเป็นแหล่งที่พึ่งทางใจ และเป็นสถานที่แสวงโชคของผู้อยากรวยทางลัดไปแล้ว
คน ที่เคยมาวัดนี้เล่าให้ฟังว่าในคืนก่อนวันหวยออก บริเวณศาลอันเป็นที่สิงสถิตของแม่นาค จะมีประชาชนเป็นจำนวนมากพากันมากราบไหว้พร้อมกับขูดหาเลขที่ต้นตะเตียนข้าง ศาล ซึ่งเป็นต้นเก่าต้นแก่ที่แห้งตายจนเหลือแต่ตอ ตะเคียนต้นนี้ถูกทาด้วยน้ำมัน ถูกลนด้วยเทียนไข และถูกถูไม่รู้กี่ร้อยกี่พันนิ้วมือ จนลำต้นเป็นรอยตะปุ่มตะป่ำมีรูปร่างแปลกๆ
การบูชาแม่นาค (ซึ่งบางแห่งก็เขียนป้าย "ย่านาค" ) มีหลายรูปแบบ เช่นอาจซื้อผ้าเจ็ดสีเจ็ดศอกมาพันรอบต้นไม้ บางคนก็ซื้อของไหว้เช่นชุดไทย สำหรับแม่นาค หรือชุดเด็กและของเล่นเด็กสำหรับลูกแม่นาค(ที่ตายทั้งกลม) หรือบางคนก็เอารูปวาดที่จินตนาการว่าเป็นแม่นาคมามอบให้ ซึ่งรูปแบบการบูชาแม่นาคนี้ ก็อาจแตกต่างไปจากที่อื่นๆ และที่แปลกก็คือมีคนซื้อโทรทัศน์จอใหญ่มาเปิดให้แม่นาคได้ดูด้วย เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อแต่ก็เป็นไปแล้ว
ความเชื่อ ความชอบ ในสิ่งเหล่านี้หลายคนอาจเห็นเป็นเรื่องแปลก บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ เป็นเรื่องของคนสิ้นหวังขาดที่พึ่งแต่เรื่องนี้คงไปว่าใครไม่ได้ ทุกคนมีเหตุผล มีความเชื่อเป็นการส่วนตัว และเป็นสิ่งที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน
โฟโต้ออนทัวร์นำภาพมาลงเวปไซต์ในเมนู City tour เพื่อให้เห็นความแปลกที่เกิดขึ้นในรอบๆสังคมที่เราอยู่ ใครจะเชื่อ และอยากเดินทางไปถูต้นตะเคียนด้วยมือตนเองเพื่อหาเลขเด็ดก็ตามใจ ใครอยากไปเที่ยวหรือไปถ่ายภาพก็ตามสะดวก และอย่าลืมนะครับถ้าจะมาแสวงโชคกันแล้วผู้สันทัดกรณีที่ไม่ประสงค์จะออกนาม แนะนำว่าควรจะมาตอนกลางคืน ยิ่งดึก ก็อาจเห็นตัวเลขชัดขึ้น
เรื่องจริงนะครับ...ไม่ได้โม้ (เหมือนสมรักษ์) แน่นอน 

เรื่องจาก http://www.photoontour.com

สมเด็จโตสยบฤทธิ์แม่นาคพระโขนง

ครั้น เมื่อนางนาค บ้านพระโขนง เขาตายทั้งกลม ปีศาจของนางนาคกำเริบ เขาลือกันต่อมาว่า ปีศาจนางนาคมาเป็นรูปคน ช่วยผัววิดน้ำเข้านาได้ จนทำให้ชายผู้ผัวมีเมียใหม่ไม่ได้ ปีศาจนางนาคเที่ยวรังควานหลอนหลอก คนเดินเรือในคลองพระโขนงไม่ได้ ตั้งแต่เวลาเย็นตะวันรอนๆ ลงไป ต้องแลเห็นปีศาจนางนาคเดินห่มผ้าสีบ้าง โหนตัวบนต้นโพธิ์ต้นไทรบ้าง พระสงฆ์ในวัดพระโขนงมันก็ล้อเล่น จนกลางคืนพระภิกษุสามเณรต้องนอนรวมกัน ถ้าปลีกไปนอนองค์เดียว เป็นต้องถูกปีศาจนางนาครบกวน จนเสียงกร๊อกแกร๊กอื่นๆ ก็เหมาว่าเป็นปีศาจนางนาคไปหมด พวกหมอผีไปทำเป็นผู้มีวิเศษตั้งพิธีผูกมัดเรียกภูตมัน มันก็เข้ามานั่งแลบลิ้นเหลือกตาเอา เจ้าหมอต้องเจ๊งมันมาหลายคน จนพวกแย่งพวกชิงล้วงลัก ปลอมตัวเป็นนางนาค หลอกลวงเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านกลัวนางนาค เลยมุดหัวเข้ามุ้ง ขโมยเก็บเอาของไปสบาย ค่ำลงก็ต้องล้อมต้องนั่งกองกันยันรุ่งก็มี

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านรู้เหตุปีศาจนางนาคกำเริบเหลือมือหมอ ท่านจึงลงไปค้างที่วัดมหาบุศ ในคลองพระโขนง พอค่ำท่านก็ไปนั่งอยู่ปากหลุม แล้วท่านเรียกนางนาคปีศาจขึ้นมาสนทนากัน ฝ่ายปีศาจนางนาคก็ขึ้นมาพูดจาตกลงกันอย่างไรไม่ทราบ ลงผลท้ายที่สุดท่านได้เจาะเอากระดูกหน้าผากนางนาคที่เขาฝังไว้มาได้ แล้วท่านมานั่งขัดเกลาจนเป็นมัน ท่านนำขึ้นมาวัดระฆัง ท่านลงยันต์เป็นอักษรไว้ตลอด เจาะเป็นปั้นเหน่งคาดเอว ไปไหนท่านก็เอาติดเอวไปด้วย ปีศาจในพระโขนงก็หายกำเริบซาลง เมื่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว. เจริญ) ยังเป็นสามเณรอยู่ในกุฏิ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) นางนาคได้ออกมารบกวน ม.ร.ว.เณรๆ ก็ฟ้องสมเด็จฯ ว่า สีกามากวนเขาเจ้าข้า สีกามากวนเขา สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านร้องว่า นางนาคเอ๊ย อย่ารบกวนคุณเณรซี ปีศาจนั้นก็สงบไป นานๆ จึงออกมารบกวน ครั้นท่านชรามากแล้ว ท่านจึงมอบปั้นเหน่งกระดูกหน้าผากนางนาค ประทานไว้กับหม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ มอบหม่อมราชวงศ์สามเณรเจริญให้ไปอยู่กับหม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ด้วย นานๆ นางนาคออกมาหยอกเย้าหม่อมราชวงศ์สามเณรเจริญ 

หม่อมราชวงศ์สามเณรเจริญต้องร้องฟ้องหม่อมเจ้าพระพุทธบาทฯ ๆ ต้องทรงกริ้วนางนาคว่า เป็นผู้หญิงยิงเรืออย่ามารบกวน คุณเณรจะดูหนังสือหนังหา เสร็จกริ้วแล้วก็เงียบไป (เรื่องนี้สำหรับเจ้านายหม่อมราชวงศ์วังหลังเล่าให้ฟัง)

แม่นาคพระโขนง

 ตำนานแม่นาคพระโขนง            แม่นาคพระโขนง เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีตายทั้งกลมที่เป็นที่รู้จักกันดีเรื่องหนึ่งของ ไทย เชื่อว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในรัชสมัย รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีตัวตนอยู่จริง ปัจจุบันมี ศาลแม่นาค ตั้งอยู่ที่ วัดมหาบุศย์ เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร

  เรื่องเล่าแม่นาคพระโขนง 
          ขณะนั้นมีผัวหนุ่มเมียสาวคู่หนึ่ง อาศัยอยู่กินด้วยกันที่ย่านพระโขนง ฝ่ายสามีชื่อนายมาก ส่วนภรรยาชื่อนางนาค ทั้งสองอยู่กินกันจนนางนาคตั้งครรภ์อ่อนๆ นายมากก็มีเหตุจำเป็นที่จะต้องไปเป็นทหารประจำการณ์ที่บางกอกตามหมายเรียก นางนาคจึงต้องอยู่เพียงคนเดียวตามลำพัง
          ยิ่งนานวัน ท้องของนางนาคก็ยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ จนครบกำหนดคลอด หมอตำแยก็มาทำคลอดให้ แต่ว่าลูกของนางนาคไม่ยอมกลับหัว และคลอดออกมาตามธรรมชาติ ส่งผลให้นางนาคเจ็บปวดยิ่งนัก และในที่สุดนางนาคก็ทนความเจ็บปวดไม่ไหว ต้องสิ้นลมหายใจไปพร้อมกับลูกในท้อง จนกลายเป็นผีตายทั้งกลม
          หลังจากนั้น ศพของนางนาคได้ถูกนำไปฝังไว้ยังป่าช้าหลังวัดมหาบุศย์ ส่วนนายมากเมื่อปลดประจำการจากทหารก็กลับมายังพระโขนงโดยที่ยังไม่ทราบว่า เมียของตัวเองได้ตายจากไปแล้ว นายมากกลับมาถึงก็ไม่ได้พบเพื่อนบ้านเลย เนื่องจากหลังจากที่นางนาคตายไปก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ตัวบ้านของนางนาคอีก เลย เพราะกลัวผีนางนาค ซึ่งต่างก็เชื่อกันว่าวิญญาณของผีตายทั้งกลมนั้นเฮี้ยน และมีความดุร้ายเป็นยิ่งนัก
          ครั้นเมื่อนายมากกลับมาอยู่ที่บ้าน ก็อยู่กินกับนางนาคต่อไป นางนาคก็คอยพยายามรั้งนายมากให้อยู่ที่บ้านตลอดเวลา ไม่ให้ออกไปพบใคร เพราะเกรงว่านายมากจะรู้ความจริงจากชาวบ้าน นายมากก็เชื่อเมีย เพราะรักเมีย ไม่ว่าใครที่มาพบเจอนายมาก แม้จะบอกนายมากว่าอย่างไร นายมากก็ไม่เชื่อว่าเมียตัวเองตายจากไปแล้ว
          จนวันหนึ่งขณะที่นางนาคตำน้ำพริกอยู่บนบ้าน นางนาคทำมะนาวตกลงไปใต้ถุนบ้าน ด้วยความรีบร้อน นางจึงเอื้อมมือยาวลงมาจากร่องบนพื้นบ้านเพื่อเก็บมะนาวที่อยู่ใต้ถุนบ้าน นายมากขณะนั้น บังเอิญผ่านมาเห็นพอดี จึงปักใจเชื่ออย่างเต็มร้อย ว่าเมียตัวเองเป็นผีตามที่ชาวบ้านว่ากัน
          นายมากวางแผนหลบหนีผีนางนาค ขณะนั้นนางนาคเมื่อเห็นผิดสังเกตจึงออกมาดู ทำให้รู้ว่าสามีผู้เป็นที่รักได้รู้ความจริง และกำลังจะหนีไป จึงตามนายมากไปทันที นายมากเมื่อเห็นผีนางนาคตามมาจึงหนีเข้าไปหลบอยู่ในดงหนาด นางนาคก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะผีกลัวใบหนาด นายมากหนีไปพึ่งพระที่วัด นางนาคไม่ลดละพยายาม ด้วยความที่เจ็บใจชาวบ้านที่คอยยุแยงตะแคงรั่วสามีตัวเอง ทำให้นางนาคออกอาละวาดหลอกหลอนชาวบ้านจนหวาดกลัวกันไปทั้งบางพระโขนง ซึ่งความเฮี้ยนของนางนาค ความเชื่อส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ถูกฝังไว้ระหว่างต้นตะเคียนคู่นั่นเอง.
          แต่สุดท้ายผีนางนาค ก็ถูกสมเด็จพระพุฒาจารย์ [โต พรหมรังสี] สยบลงได้ โดยการใช้พระธรรมชี้นำให้นางนาคเข้าใจในความเป็นจริงว่าผีอยู่กับคนไม่ได้ ท่านสมเด็จฯได้นำกะโหลกศีรษะส่วนหน้าผากของนางนาคออกมาทำปั้นเหน่ง [หัวเข็มขัดโบราณ] เพื่อเป็นการสะกดวิญญาณ และนำนางนาคสู่สุคติ หลังจากนั้น ปั้นเหน่งชิ้นนั้นก็ตกทอดไปยังเจ้าของอื่นๆ อีกหลายมือ ตั้งแต่บัดนั้นมา ตำนานรักของนางนาค นับเป็นตำนานรักอีกเรื่องหนึ่งที่ประทับใจคนไทยอย่างมิรู้คลาย กับความรักที่มั่นคงของนางนาคที่มีต่อสามี แม้แต่ความตายก็มิอาจพรากหัวใจรักของนางไปได้
  ย้อนรอยแม่นาคพระโขนง 
          เรื่องราวของแม่นาคพระโขนง ปรากฏอยู่ทั่วไปตามความเชื่อของคนไทยสมัยก่อน และปัจจุบัน เช่น เชื่อว่าชื่อสี่แยกมหานาค ที่เขตดุสิตในปัจจุบัน มาจากการที่แม่นาคอาละวาดขยายตัวให้ใหญ่ และล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ก็ยังเคยเสด็จทอดพระเนตรด้วย , เชื่อว่าพระสงฆ์รูปที่มาปราบแม่นาคได้นั้นคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ [โต พรหมรังสี] อีกทั้งยังเชื่อว่า ท่านได้เจาะกะโหลกที่หน้าผากของแม่นาคทำเป็นปั้นเหน่ง เพื่อสะกดวิญญาณแม่นาค และได้สร้างห้องเพื่อเก็บปั้นเหน่งชิ้นนี้ไว้ต่างหาก ,หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ยังได้เขียนบันทึกเอาไว้ว่า เมื่อสมัยเด็กๆ ท่านเคยเห็นสิ่งที่เชื่อว่าเป็นรอยเท้าแม่นาคบนขื่อเพดานวัดมหาบุศย์ด้วย ซึ่งปัจจุบันศาลาที่ถูกเขียนนี้ได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว
ถึง อย่างไร ความเชื่อเรื่องแม่นาคพระโขนง ก็ยังปรากฏอยู่ในความเชื่อของคนไทย ณ วัดมหาบุศย์ เขตสวนหลวง ปัจจุบันนี้ มีศาลแม่นาคตั้งอยู่ ซึ่งเป็นที่สักการะ เคารพบูชาอย่างมากของบุคคลในและนอกพื้นที่ โดยบุคคลเหล่านี้จะเรียกแม่นาคด้วยความเคารพว่า "ย่านาค" บ้างก็เชื่อกันว่าแม่นาคได้ไปเกิดใหม่แล้ว
          ในทางบันเทิง เรื่องราวของแม่นาคพระโขนง ได้ถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์หลายต่อหลายครั้ง ในรอบหลายปี อีกทั้งยังสร้างเป็นละครหรือภาพยนตร์ตลกล้อเลียนก็เคยมาแล้ว โดยล่าสุดเป็นละครเวทีโอเปร่าอำนวยการแสดงโดย สมเถา สุจริตกุล ในปี พ.ศ. 2545
  วันหนึ่ง..ที่ศาลย่านาค.. 
          หลายครั้งหลายคราวที่ พี่ลาเต้ ได้มีโอกาสได้เข้าไปไหว้รูปปั้นย่านาค ในศาลด้านหลังวัดมหาบุศย์..พื้นที่ตรงนั้นบอกเล่าเหตุการณ์ในอดีตได้เป็น อย่างดี จนสามารถจินตนาการให้นึกภาพตามได้ไม่ยาก..มีศาลหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับริมน้ำ ด้านหลังของศาลเป็นสุสานของวัดมหาบุศย์ที่เต็มไปด้วยโลงศพ และต้นตะเคียน ด้านหน้าของศาลติดคลองสายหนึ่งที่ชื่อว่า "คลองพระโขนง" บรรยากาศในละแวกนั้นจะคึกคักมากๆในช่วงกลางวัน แต่ก็จะเงียบสงัดวังเวงในยามค่ำคืน [ยกเว้นวันที่หวยออกจะมีคนเยอะมากๆหลายเท่า]
          เป็นความเชื่อที่มีมานานแล้วว่า ชายไทยคนไหนที่ไม่อยากติดทหาร หรือญาติพี่น้องกลุ่มใดไม่อยากให้ลูกหลายต้องเป็นทหาร จะต้องมาขอพรจากย่านาค ซึ่งก็จะสมหวังไม่ได้เป็นทหารสมใจ..เพราะเชื่อว่าท่านไม่ชอบการเป็นทหาร เพราะทหารทำให้ท่านกับสามีต้องพรากจากกัน..
          ครั้งหนึ่ง พี่ลาเต้ เคยพาเพื่อนๆในกลุ่มไปไหว้ท่านพร้อมกัน..ทุกคนไม่เคยมา ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกของทุกคน ทันทีที่ถึงศาล พี่ลาเต้ ก็พาเพื่อนๆไปดูสถานที่ที่ถูกเล่าขานเป็นตำนานหลายๆแห่ง เช่น ต้นตะเคียน ป่าช้า ศาลาริมน้ำ ที่ตั้งบ้านย่านาคในอดีต หรือแม้กระทั่งเดินเข้าไปหาพระเพื่อถามว่า ศาลาที่มีรอยเท้าย่านาคอยู่ตรงไหน..
          เมื่อได้ทราบประวัติ และหลักฐานต่างๆจนเกือบครบ พี่ลาเต้ ก็พาเพื่อนๆเข้าไปไหว้ย่านาค..บรรยากาศในศาลก็เต็มไปด้วยชุดไทย ชุดเด็ก และดอกไม้ต่างๆ ที่คนนำมาไหว้ และแก้บน..พอไหว้เสร็จก็ทยอยออกมาทีละคน..เพื่อนๆ พี่ลาเต้ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า..รู้สึกหัวใจเต้นแรงมากๆตอนที่ปิดทองที่ หุ่นย่านาค แม้กระทั่งระหว่างทางที่นั่งรถเดินทางกลับ เพื่อนแต่ละคนก็เล่าว่าตอนนี้ในหัวยังเห็นเป็นรูปหุ่นย่านาคตลอดเวลา..